การออกสินค้าใหม่ในตลาดที่มีตัวเลือกมากมาย สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคจดจำได้เร็วที่สุดอย่างหนึ่งคือกลิ่น
แต่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นเลือกกลิ่นจากความชอบส่วนตัว แล้วพบภายหลังว่ากลุ่มเป้าหมายไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน
บทความนี้เรียบเรียงขั้นตอนการพัฒนาสูตรสินค้าใหม่โดยใช้กลิ่นเป็นตัวนำ ตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปจนถึงการเตรียมข้อมูลก่อนคุยกับโรงงาน
เริ่มจากกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่ความชอบส่วนตัว
กลิ่นที่ถูกใจกลุ่มวัยรุ่นกับกลุ่มครอบครัวมักไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับกลิ่นที่ขายดีในร้านสะดวกซื้อกับกลิ่นที่ขายดีในร้านเพื่อสุขภาพ
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดตั้งแต่ต้นช่วยลดรอบการทดลองได้มาก เพราะทีมพัฒนาสูตรจะเสนอทิศทางที่ตรงกว่าตั้งแต่รอบแรก
หากสินค้าตั้งใจส่งออก ควรศึกษาความคุ้นเคยของผู้บริโภคในตลาดปลายทางร่วมด้วย เพราะความชอบเรื่องกลิ่นต่างกันมากในแต่ละภูมิภาค
ศึกษาสินค้าที่มีอยู่ในตลาด
ก่อนพัฒนาสูตรใหม่ การสำรวจสินค้าที่ขายดีในหมวดเดียวกันช่วยให้เห็นว่ากลิ่นแบบใดเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว และมีช่องว่างตรงไหนที่ยังไม่มีใครทำ
การเก็บตัวอย่างสินค้าที่ชอบไปให้ทีมพัฒนาสูตรดู เป็นวิธีสื่อสารที่ตรงกว่าการบรรยายด้วยคำพูด เพราะคำว่าหอมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ทดลองกับสูตรจริง ไม่ใช่แค่ดมจากขวด
กลิ่นที่หอมตอนดมจากขวดอาจให้ผลต่างออกไปเมื่อผสมลงในสูตรจริง เพราะส่วนผสมอื่นในสูตรมีกลิ่นของตัวเองที่เข้ามาผสมด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ความร้อนในกระบวนการผลิตทำให้กลิ่นบางส่วนระเหยไป สิ่งที่ได้หลังผลิตจึงมักอ่อนกว่าตอนผสมเสร็จใหม่ๆ
การทดลองในสภาพการผลิตจริงจึงสำคัญ เพราะทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับจริง ไม่ใช่ผลในห้องทดลองที่ควบคุมทุกอย่างได้
ขั้นตอนการพัฒนาสูตรร่วมกับโรงงาน
ขั้นที่หนึ่ง กำหนดโจทย์ให้ชัด
ระบุประเภทสินค้า กลุ่มเป้าหมาย ระดับราคาที่ตั้งใจขาย และจุดขายที่ต้องการสื่อสาร ข้อมูลชุดนี้เป็นกรอบให้ทีมพัฒนาสูตรทำงาน
ขั้นที่สอง รับตัวอย่างและให้ความเห็น
โรงงานจะทำตัวอย่างมาให้ทดลอง ควรให้ความเห็นที่เจาะจง เช่น กลิ่นแรงไปตอนเปิดฝา หรือกลิ่นหายเร็วเกินไปหลังชง แทนคำว่าไม่ชอบเฉยๆ
ขั้นที่สาม ทดลองในไลน์ผลิตจริง
เมื่อได้สูตรที่ใกล้เคียงแล้ว ควรทดลองผลิตในสภาพจริงเพื่อดูว่ากลิ่นยังอยู่ในระดับที่ต้องการหลังผ่านกระบวนการทั้งหมด
ขั้นที่สี่ ทดสอบความคงตัว
เก็บสินค้าตัวอย่างไว้ตามระยะเวลาที่วางแผนจะวางขาย แล้วตรวจสอบว่ากลิ่นยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ ก่อนตัดสินใจผลิตล็อตใหญ่
ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนคุยกับโรงงาน
- ประเภทสินค้าและรูปแบบ ว่าเป็นของเหลวหรือของแห้ง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะใช้กลิ่นแบบน้ำหรือแบบผง
- กระบวนการผลิตที่ใช้ ทั้งอุณหภูมิและระยะเวลา เพื่อให้เลือกกลิ่นที่ทนได้
- กลุ่มเป้าหมายและตัวอย่างสินค้าที่ชอบในตลาด เพื่อให้เห็นภาพทิศทางที่ต้องการ
- งบประมาณต่อหน่วยและปริมาณการผลิตที่คาดไว้ เพื่อให้เสนอทางเลือกที่อยู่ในกรอบต้นทุน
- แผนตลาดปลายทาง หากมีแผนส่งออกควรแจ้งตั้งแต่ต้นเพื่อตรวจสอบข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการพัฒนาสูตร
เลือกกลิ่นจากความชอบของผู้บริหารคนเดียว
สินค้าไม่ได้ขายให้คนคนเดียว การทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างที่ใกล้เคียงกลุ่มเป้าหมายจริงช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้มาก
ข้ามขั้นตอนทดลองในไลน์ผลิตจริง
การอนุมัติสูตรจากตัวอย่างในห้องทดลองอย่างเดียว มักนำไปสู่ปัญหาตอนผลิตจริงที่กลิ่นไม่เป็นไปตามที่คาด
ไม่ทดสอบความคงตัวก่อนวางขาย
สินค้าที่กลิ่นจางลงเร็วกว่าที่คิดสร้างปัญหาทั้งกับลูกค้าและกับร้านค้าที่รับไปขาย การทดสอบล่วงหน้าคุ้มค่ากว่าการแก้ปัญหาภายหลังมาก
คำถามที่พบบ่อย
พัฒนาสูตรใหม่ใช้เวลานานแค่ไหน
ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของสินค้าและจำนวนรอบที่ต้องปรับ การเตรียมข้อมูลให้ครบตั้งแต่รอบแรกช่วยย่นระยะเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ
ต้องมีสูตรของตัวเองก่อนไหม
ไม่จำเป็น ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มจากแนวคิดและกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น แล้วให้ทีมพัฒนาสูตรของโรงงานช่วยออกแบบให้ตั้งแต่ต้น
สูตรที่พัฒนาแล้วเป็นของใคร
เป็นเรื่องที่ควรตกลงให้ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ก่อนเริ่มพัฒนา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังเมื่อสินค้าประสบความสำเร็จ
สรุป
กลิ่นเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สินค้า ไม่ใช่แค่ส่วนผสมท้ายสูตรที่ใส่เพื่อให้หอม
การพัฒนาสูตรที่ดีเริ่มจากกลุ่มเป้าหมาย ผ่านการทดลองในสภาพจริง และจบด้วยการทดสอบความคงตัวก่อนวางขาย
การทำงานร่วมกับผู้ผลิตที่มีทีมพัฒนากลิ่นโดยเฉพาะ ช่วยให้สินค้าใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วและตรงกับภาพที่แบรนด์วางไว้
อ้างอิง
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 223) พ.ศ. 2544 เรื่อง วัตถุแต่งกลิ่นรส — กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
https://food.fda.moph.go.th/food-law/announ-moph-223 - ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ. 2547 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร — สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
https://exfood.fda.moph.go.th/law/data/complilation/Compi_281.pdf - General Standard for Food Additives (CXS 192-1995) — Codex Alimentarius (FAO/WHO)
https://www.fao.org/gsfaonline/docs/CXS_192e.pdf



